ที่นี่ นครนายก สัมผัสธรรมชาติ ที่ใกล้กรุง


เดินป่า เขาใหญ่
Published by: webmaster , On: Jul-26-2005

เดินป่าเขาใหญ่

สี่สิบเอ็ดปีนับตั้งแต่เขาใหญ่ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับแรก ของเมืองไทย มีเหตุการณ์หลายอย่างได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ตั้งแต่สมัยที่เมืองไทย ยังไม่มีป่าอนุรักษ์ ดงพญาไฟยังเป็นป่าดิบที่ยากแก่การเดินทางผ่านอย่างแท้จริง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการพัฒนาและในฐานะพันธมิตรอเมริกาในสงครามเวียดนาม ถนนมิตรภาพจึงถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2498 ตัดผ่านผืนป่าดงพญาไฟ เพื่อจุดประสงค์หลักในการลำเลียงอาวุธสงคราม ประกอบรวมกับนโยบายทำไม้ทั่วประเทศ ตลอดจนคำบอกเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินใหม่ ทำให้ผู้คนจากทุกสารทิศมุ่งหน้ามาจับจองเป็นที่ทำกินอย่างมากมาย เช่นเดียวกับผืนป่าอีกหลาย ๆ แห่ง

ป่าดิบลึกเร้นแปรเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพดและไร่มันสุดสายตา ผืนป่าดงพญาไฟที่เหลืออยู่ก็มีเพียงบนเทือกเขาสูงบริเวณ “ป่าเขาใหญ่” เท่านั้นที่ยังสมบูรณ์ กล่าวได้ว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นยุควิกฤตของป่าไม้เมืองไทยอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มนิยมธรรมชาติจำนวนหนึ่ง นำโดยนายแพทย์ บุญส่ง เลขะกุล ได้ร่วมกลุ่มก่อตั้ง “นิยมไพรสมาคม” ออกเผยแพราเรื่องราวการอนุรักษ์ธรรมชาติแก่ประชาชน ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฏหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและป่าไม้อย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

กระทั่งในปี พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เดินทางไปเห็นความสมบูรณ์ของป่าเขาใหญ่ที่กำลังถูกบุกรุกทำลายอย่างหนัก จึงมีบัญชาให้กระทรวงเกษตรและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันจัดตั้งระบบอุทยานแห่งชาติขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ส่ง ดร. ยอร์จ ซี. รูเล (Dr. George C. Ruhle) ผู้เชี่ยวจากกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกามาช่วยเหลือในแง่กฏหมายและการคัดเลือกพื้นที่ กระทั่งในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 คณะรัฐมนตรีได้ออกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และอนุมัติให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้น 14 แห่ง รวมถึงผืนป่าดงพญาไฟที่เหลืออยู่บริเวณป่าเขาใหญ่

ในปีถัดมา เขาใหญ่ก็ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติอันดับแรกของประเทศ เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 ในอาณาเขต 1,355,396 ไร่ หรือราว 2,168 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา สระบุรี นครนายก และปราจีนบุรี

ถึงแม้จะมีฐานะเป็นอุทยานแห่งชาติอันดับแรกของประเทศ แต่เขาใหญ่ก็ยังเต็มไปด้วยปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ปัญหาเรื่องขยะ การบุกรุกป่าของนายทุนและชาวบ้านที่ยังไม่หมดไป ฯลฯ จนมาถึงรัฐบาลสมัยนายอานันท์ ปันยารชุน ได้มีมติให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ และประกาศปิดเขาใหญ่เมื่อต้นปี พ.ศ. 2535 เพื่อปรับปรุงและฟื้นฟูธรรมชาติ

เมื่อเขาใหญ่เปิดตัวรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาใหญ่ไม่มีบ้านพักและสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนแต่ก่อน ต่อมาได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกแห่งอาเซียน” และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติให้เป็น 1 ใน 5 อุทยานแห่งชาติของโลก ที่มีการจัดการด้านงานอนุรักษ์ดีเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่ง


ป่าและสัตว์ป่าในเขาใหญ่
เขาใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทิวเขาสันกำแพง บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบสูงโคราช ตอนกลางมีเทือกเขาทอดตัวเป็นแนว มียอดเขาร่มที่สูง 1,351 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นจุดสูงสุด

ลักษณะของดินที่สมบูรณ์ประกอบกับอากาศแบบสะวันนาทำให้พื้นที่ซึ่งประกอบด้วยทิวเขาสูงกว่าร้อยละ 90 ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบ จึงเป็นแหล่งรวมของพรรณพืชกว่า 2,500 ชนิด พรรณพฤกษชาติเขตอบอุ่นที่หาชมได้ยากจำพวก สนสามพันปี พญามะขามป้อม กุหลาบป่า และพืชเฉพาะถิ่นอีก 15 ชนิด ซึ่งไม่พบที่ใดในโลก อาทิ ต้นพิศวง (Thismia mirabillis) พืชจำพวกกินซากที่มีรายงานการค้นพบเพียง 2 ครั้งเท่านั้น

นอกจากสภาพป่าที่ประกอบด้วยป่าดงดิบชื้น หรือป่าฝน ป่าดงดิบเขา ป่าดงดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า ซึ่งเกิดจากการถางป่าทำไร่ และเป็นที่อาศัยมาก่อน ยังพบป่าอีกประเภทหนึ่ง คือ ป่าเต็งรัง พื้นที่ราว 13,000 ไร่ แถบเทือกเขาสมอปูน บริเวณทิศใต้ของเขาใหญ่ รวมเป็นแหล่งกำเนิดของลำน้ำสำคัญจำนวนหลายสาย เช่น แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง ห้วยลำตะคลอง และลำพระเพลิง

เขาใหญ่เป็นพื้นที่แห่งเดียวในบ้านเราที่พบชะนีลูกผสมระหว่างชะนีธรรมดากับชะนี

มงกุฎ ทว่าจนถึงวันนี้ยังไม่มีบันทึกการพบเห็นวัวแดง เสือดาว ค่าง และลิงแสม นอกเหนือไปจากลิงกัง ที่มักพบหากินอยู่ตาม สองฝั่งถนน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 70 ชนิด นก 333 ชนิด ผีเสื้อ 189 ชนิด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอีกกว่า 1,000 ชนิด

สัตว์ป่าที่โดดเด่นและพบเห็นได้ง่ายที่สุดบนเขาใหญ่ คือ กวางป่าและเก้ง จะพบหากินอยู่ตามทุ่งหญ้าริมทาง หากโชคดีอาจได้เห็นนกเงือกตามเรือนยอดไม้ ซึ่งจากทั้งหมด 13 ชนิด ที่มีในบ้านเรา สามารถพบที่เขาใหญ่ได้ 4 ชนิด คือ นกกก นกเงือกกรามช้าง นกแก๊ก และนกเงือกสีน้ำตาลคอขาว

จากการติดตามสัตว์ป่าด้วยการใช้กล้องคาเมราแทร็ปและแนวเส้นสำรวจประชากรสัตว์ป่าตลอดปี ทำให้พบว่ามีเสือโคร่งอาศัยอยู่ราว 10 ตัว โดยเฉพาะเส้นทางบึงไผ่ – คลองอีเฒ่า ซึ่งมีโอกาสพบฝูงหมาในได้บ่อยเช่นกัน ส่วนช้างป่าราว 200-280 ตัว จะพบมากแถบน้ำตกเหวนรกและตามโป่งใหญ่ริมทาง เช่น โป่งชมรมเพื่อน และโป่งต้นไทรซี่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการฯ

สำหรับสัตว์ใหญ่อื่น ๆ อย่างเช่นกระทิง ส่วนมากจะอาศัยตามป่าลึก จึงพบเห็นได้ยากมากปัจจุบันมีฝูงกระทิงออกมาหากินประจำในป่าพื้นสภาพบนเขาแผงม้าเขตอำเภอวังน้ำเขียว ซึ่งดูแลโดยมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย

ตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่จัดทำไว้หลายเส้นทาง ก็นับเป็นแหล่งที่มีโอกาสพบสัตว์ป่าได้ง่ายเช่นกันโดยเฉพาะนกสวยน่าสนใจหลายชนิดในช่วงฤดูฝนอาจได้เห็นนกแต้วแล้วธรรมดาหากินอยู่ตามพื้นป่า นอกเหนือไปจากไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหลังขาว ผีเสื้อ และแมลงอีกมากมาย ซึ่งพบได้ตลอกทั้งปีบนเขาใหญ่



เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
เขาใหญ่มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน่าสนใจหลายเส้นทาง ซึ่งจัดทำไว้สำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากเส้นทางบางช่วงขาดตอน เพราะต้นไม้ล้มและเป็นทางน้ำป่า ปัจจุบันจึงกำหนดเส้นทางเดินไว้ 5 เส้นทาง

ควรแต่งกายกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ ในช่วงฤดูฝนควรมีถุงเท้ากันทาก ซื้อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและร้านค้าบนเขาใหญ่ ทุกเส้นทางควรเริ่มเดินในช่วงเช้า หรือบ่าย เพราะเวลาเที่ยงสัตว์ป่าและนกจะหยุดหาอาหาร โอกาสจะพบเห็นตามเส้นทางจึงมีน้อย



เส้นทางที่ 1 ดงติ้ว (ที่ทำการฯ) –หนองผักชี

ระยะทาง 5.4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 4 ชั่วโมง ทางสีแดง
จุดเริ่มต้นอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามที่ทำการฯ เยื้องร้านอาหารขึ้นไปทางทิศใต้เลยเข้าไปประมาณ 2.5 กิโลเมตร จะถึงทุ่งหญ้าและป่าที่กำลังฟื้นสภาพบางช่วงเป็นเนิน มองเห็นเทือกเขาเขียว ถึงทางแยกให้เดินไปทางซ้าย จะถึงหอดูสัตว์หนองผักชี ผ่านป่าดิบแล้งและป่าริมลำธาร เดินออกมาราว 1 กิโลเมตรจะถึงลานจอดรถและถนนใหญ่ เดินต่อไปอีกหน่อยจะถึงที่ทำการฯ

เป็นเส้นทางที่นิยมใช้กันมาก มีโอกาสเห็นนกและสัตว์ป่าได้ง่าย เช่น นกเงือก ชะนี หรือหมาใน



เส้นทางที่ 2 ที่พักแรมผากล้วยไม้ – น้ำตกผากล้วยไม้ – น้ำตกเหวสุวัต

ระยะทาง 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 2 ชั่วโมง ทางสีน้ำเงิน
เป็นเส้นทางเดินง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องออกเดินแต่เช้า เริ่มจากลานแค้มป์ผากล้วยไม้เลาะลำธารไปถุงน้ำตกผากล้วยไม้ เดินต่ออีกราว 2 กิโลเมตรจะถึงน้ำตกเหวสุวัต จากนั้นสามารถโบกรถกลับมาที่แค้มป์ได้

เหมาะสำหรับเดินป่าระยะสั้น ทางเดินเลาะธารน้ำชัดเจน มีโอกาสเห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามชายน้ำ เช่น ตะกอง นกเอี้ยงถ้ำ ผีเสื้อหลายชนิด หรือฝูงนากในลำตะคอง


เส้นทางที่ 3 กม. 33 – หนองผักชี
ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 1 ชั่วโมง ทางสีน้ำเงิน

เริ่มต้นที่ กม. 33 อยู่ห่างจากที่ทำการฯ ไปทางด้านปากช่อง 7 กิโลเมตร ทางเข้าอยู่ซ้ายมือ ไปสิ้นสุดที่ลานจอดรถหนองผักชี ส่วนใหญ่เป็นป่าในที่ราบมีบางช่วงขึ้นเนินและผ่านธารน้ำบ้าง ตลอดทางเป็นป่าดิบแล้งที่ค่อนข้างสมบูรณ์ร่มรื่น สุดทางที่ทุ่งหญ้าหนองผักชี เดินกลับ หรือโบกรถมาลงที่ทำการฯได้

เป็นเส้นทางที่มีโอกาสพบเห็นนกเงือกได้มากเพราะมีโพรงรังและต้นไทรซึ่งเป็นอาหารหลักของนกเงือกอยู่มาก นอกจากนี้ยังอาจได้เห็นรอยตีนสัตว์ป่าหลายชนิด เดินเงียบ ๆ จะได้เห็นไก่ฟ้าพญาลอ ชะนี และนกหลายชนิด


เส้นทางที่ 4 ที่ทำการฯ – ดงติ้ว – มอสิงโต

ระยะทาง 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 1.5 ชั่วโมง ทางสีเหลือง
เริ่มต้นจากฝั่งตรงข้ามที่ทำการฯ เยื้องร้านอาหาร เดินขึ้นเนินไปทางด้านใต้ราว 2 กิโลเมตร แยกซ้ายที่ทางแยกแรก ผ่านป่าที่กำลังฟื้นสภาพและทุ่งหญ้า จนถึงอ่างเก็บน้ำมอสิงโตริมถนน

เหมาะสำหรับศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของชะนี เพราสามารถพบเห็นได้ง่ายเส้นทางหนึ่ง ชะนีจะออกหากินไปทั่วโดยไม่จำเป็นต้องระบุเส้นทาง แต่ที่เส้นทางนี้จะพบชะนีอาศัยอยู่ตามสภาพธรรมชาติที่แท้จริง

ควรแต่งกายให้รัดกุม สีกลมกลืนกับธรรมชาติ นำกล้องส่องทางไกลไปด้วย เพื่อจะได้ชมชะนีได้อย่างใกล้ชิด


เส้นทางที่ 5 ที่ทำการฯ –น้ำตกเหวประทุน –น้ำตกเหวไทร –น้ำตกเหวสุวัต

ระยะทาง 8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 6 ชั่วโมง
ส่วนใหญ่เป็นป่าที่ราบ มีขึ้นเนินบ้าง ผ่านลำธารร่มรื่นตลอดทางเหมาะสำหรับเดินป่าระยะไกล ควรออกเดินแต่เช้าและเตรียมมื้อกลางวันกับน้ำดื่มให้พร้อม เส้นทางนี้เป็นแหล่งหากินของช้างป่า ซึ่งบ้างครั้งร่องรอยของช้างอาจทำให้ทางเดินสับสน จึงควรมีเจ้าหน้าที่ร่วมทางไปด้วย ตามทางจะมีป้าย หรือแต้มสีแดงตามต้นไม้เป็นจุดสังเกต

อาจได้เห็นนกเงือก ชะนีลูกผสมระหว่างชะนีธรรมดากับชะนีมงกุฏ ฝูงนากในลำห้วย และไม้กฤษณาซึ่งเป็นไม้หอมที่หายากชนิดหนึ่งของบ้านเรา



กิจกรรมน่าสนใจ
มีกิจกรรมอีกหลายอย่างนอกเหนือไปจากแหล่งท่องเที่ยวที่รู้จักกันทั่วไปบนเขาใหญ่ ซึ่งจะนำเราเข้าไปสัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด ทั้งกิจกรรมศึกษาธรรมชาติ พักผ่อนหย่อนใจ และกิจกรรมผจญไพร


ส่องสัตว์
เป็นกิจกรรมยอดนิยมอย่างหนึ่งของเขาใหญ่ โดยเฉพาะเด็ก ๆ จะมีโอกาสพบเห็นสัตว์ป่าในสภาพธรรมชาติ เช่น เก้ง กวางป่า ออกหากินเป็นฝูงตามท้องทุ่งหญ้าริมถนน ซึ่งนอกจากสัตว์เหล่านี้แล้ว หากโชคดีอาจได้เห็นช้างป่าออกหากินเกลือแร่ในโป่งริมทาง

สำหรับรถส่องสัตว์มีบริการ 2 รอบ คือ เวลา 19.00 นาฬิกา และเวลา 20.00 นาฬิกา ทุกวัน มีรถขนาด 10 คนนั่ง ราคา 330 บาท รถขนาด 20 คนนั่ง ราคา 500 บาท และรถขนาด 40 คนนั่ง ราคา 800 บาท ติดต่อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว


ปั่นจักรยานเสือภูเขา
ทางอุทยานฯ มีจักรยานเสือภูเขาให้เช่า โดยจักรายานเก่าคิดราคาชั่วโมงละ 40 บาท หรือวันละ 250 บาท จักรายานใหม่คิดราคาชั่วโมงละ 50 บาท หรือวันละ 300 บาท โดยติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือที่จุดกางเต็นท์ลำตะคอง

เส้นทางปั่นจักรยานที่น่าสนใจคือ เริ่มต้นจากที่ทำการฯ ผ่านด่านตรวจบริเวณอ่างเก็บน้ำมอสิงโต เลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางไปค่ายพักเยาวชน เลี้ยวขวาตรงสามแยกแล้วข้ามด่านเข้าไปปั่นในทุ่งหญ้าสนามกอร์ฟเก่า ซึ่งไม่อนุญาตให้รถยนต์ผ่าน ทางช่วงนี้เราจะได้เห็นกวาง เก้ง หากินอยู่ในทุ่งหญ้า แล้วมาออกที่ด่าน ผ่านจุดกางเต็นท์ผากล้วยไม้และน้ำตกผากล้วยไม้ จอดรถจักรายานไว้แล้วแวะลงไปชมได้

ปั่นต่อไปอีกไม่นานจะถึงลานจอดรถน้ำตกเหวสุวัต ที่นี่มีห้องน้ำและร้านอาหารบริการ ขากลับออกมาตามทางเดินตรงไปยังที่ทำการฯ ปั่นต่อไปถึงหนองผักชี เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร ซึ่งมีหอดูสัตว์อยู่ริมหนองน้ำและโป่ง หยุดพักเหนื่อย นั่งรอชมสัตว์ ก่อนจะปั่นกลับไปที่พัก



ล่องแก่ง

แก่งหินเพิงเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำใสใหญ่ทางด้านอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ลักษณะเป็นลานหินหักเทลงมาจนเกิดกระแสน้ำหมุนวนและเชี่ยวกราก เป็นแก่งที่นักล่องแก่งให้ความนิยมกันมาก ช่วงที่เหมาะสำหรับล่องแก่งคือเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากเกาะแก่งจะหลากล้นไปด้วยน้ำสีปูนแดง กลายเป็นแก่งที่มีความยากในการล่องอยู่ในระดับ 4-5 ซึ่งเหมาะสำหรับล่องเรือผ่านแก่งใหญ่ต่าง ๆ ได้อย่างสนุกสนาน

การเดินทางไปแก่งหินเพิง จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางไปปราจีนบุรี ถึงแยกนเรศวรใช้ทางหลวงหมายเลข 33 ก่อนแยกกบินทร์จะถึงบ้านสระดู่แยกซ้ายตามทางสายสะพานหิน เข้าหน่วยพิทักษ์ฯ ขญ. 9 (ใสใหญ่) มีบริษัททัวร์จัดกิจกรรมล่องแก่งหลายบริษัท


เดินป่าผจญไพร

เดินป่าน้ำตกวังเหว ซึ่งเกิดจากห้วยใสใหญ่ ห้วยพระยาธาร ห้วยลำพระเพลิง ไหลรวมเป็นน้ำตกวังเหวแล้วกลายเป็นลำน้ำใสใหญ่ จุดเริ่มต้นเดินป่าอยู่ที่หน่วยพิทักษ์ฯ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) จากหน่วยฯ จะผ่านทุ่งหญ้า ช่วงต่อมาทางจะไต่ได้สูงจนถึงที่ราบบนสันเขา ซึ่งเป็นลานหิน ในช่วงฤดูฝนจะมีดอกไม้ป่าขึ้นอยู่ค่อนข้างมาก เช่น กระดุมเงิน หยาดน้ำค้าง ดุสิตา ใช้เวลาเดินประมาณ 2 วัน ส่วนขากลับจะเดินออกที่หน่วยพิทักษ์ฯ ขญ. 9 (ใสใหญ่)

เดินป่าเขาสมอปูน ภูเขาหินทรายสูง 805 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตามที่ราบกว้างบนสันเขาเป็นทุ่งโล่งสลับป่าโปร่ง ในช่วงปลายฝนตามลานหินบนเขาสมอปูนจะเต็มไปด้วยทุ่งเฟิร์นและทุ่งดอกไม้นานาชนิด เส้นทางเดินป่าเริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์ฯ ขญ. 12 (เนินหอม) ซึ่งอยู่ริมทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งปราจีนบุรี จุดเริ่มต้นอยู่บริเวณ กม. 14 ช่วงแรกทางจะไต่ขึ้นสันเขาไปเรื่อย ๆ จนถึงที่ราบบนหลังแป ซึ่งเป็นลานหินกว้างที่จะพบทุ่งดอกไม้ เช่น เอื้องม้าวิ่ง เอื้องนวลจันทร์ และพืชกินสัตว์จำพวกหยาดน้ำค้าง จอกบ่วาย เดินผ่านทุ่งหญ้า ลานหินดาด ธารน้ำที่แผ่สายเป็นธารกว้างแล้วทิ้งตัวลงมาเป็ฯน้ำตกชั้นเล็ก ๆ

ขากลับใช้เส้นทางเดินเลียบตามสันเขาไปที่หน่วยพิทักษ์ฯ ขญ. 11 (คลองเพกา) ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดการเดินทาง รวมระยะเวลา 3 วัน 2 คืน

นอกจากเส้นทางดังกล่าว ยังมีเส้นทางน่าสนใจอีกหลายเส้นทาง สอบถามเพิ่มเติมและติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว



การเดินทาง

รถยนต์ ไปได้ 2 เส้นทาง คือ

1. เส้นทางด้านปากช่อง จากกรุงเทพฯ แยกขวาตามถนนมิตรภาพ ก่อนถึงปากช่องเลี้ยวขวาตรงทางต่างระดับ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2090 (ถนนธนะรัชต์) ประมาณ 25 กิโลเมตร จะถึงด่านตรวจก่อนขึ้นเขาใหญ่ ควรเติมน้ำมันให้พร้อมที่ปากช่องก่อนเข้าถนนธนะรัชต์จะสะดวกกว่า จากด่านตรวจถึงที่ทำการฯ ราว 12 กิโลเมตร รวมระยะทาง 200 กิโลเมตร

2. เส้นทางด้านปราจีนบุรี จากกรุงเทพฯ แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 305 ที่รังสิต ผ่านนครนายก แล้วใช้เส้นทางหมายเลข 33 ไปปราจีนบุรี ถึงสี่แยกเนินหอมเลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางหมายเลข 3077 ขึ้นเขาใหญ่ ประมาณ 11 กิโลเมตร น้ำมันและของใช้หาซื้อได้ที่บริเวณสี่แยก จากด่านตรวจถึงที่ทำการฯ ราว 40 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร



รถโดยสารประจำทาง มี 2 เส้นทาง

1. ด้านปากช่อง มีรถปรับอากาศชั้น 1 กรุงเทพฯ – นครราชสีมา จากสถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ (หมอชิตใหม่) มีรถเที่ยวเวลา 01.00 –06.00 นาฬิกา ออกทุก 1 ชั่วโมง รถเที่ยวเวลา 18.00 – 22.00 นาฬิกา ออกทุกครึ่งชั่วโมง ลงที่ปากช่อง รถธรรมดา(สีส้ม) มีตลอดวัน ออกทุกครึ่งชั่วโมง ลงที่ปากช่อง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 0-2936-2852-66 , 0-2936-2841-78 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กด 611 , 448

จากปากช่องมีรถสองแถวไปถึงด่านตรวจ มีเที่ยวตั้งแต่เวลา 06.00-17.00 นาฬิกา

จากด่านโบกรถ หรือให้เจ้าหน้าที่ช่วยโบกไปลงบริเวณที่ทำการฯ หรือที่ลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้ หรือเหมารถสองแถวจากตลาดปากช่องขึ้นเขาใหญ่ ราคาตามตกลง

2. ด้านปราจีนบุรี มีรถปรับอากาศชั้น 2 (ไม่มีห้องน้ำ) เที่ยวเวลา 05.20 , 06.20 , 11.15 , 14.20 , 15.50 และ 16.45 นาฬิกา ราคา 62 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 0-2936-2852-66 ,

0-2936-2841-78 ลงที่สี่แยกเนินหอม แล้วนั่งรถโดยสารประจำทางปราจีนฯ-เนินหอม ลงที่ด่านตรวจแล้วโบกรถขึ้นเขาใหญ่ หรือเหมารถจากสี่แยกเนินหอมขึ้นเขาใหญ่

สำหรับด่านตรวจทั้งสองด้าน เปิดเวลา 06.00 –21.00 นาฬิกา โดยห้ามนำเครื่องดนตรีทุกชนิดและสุนัขขึ้นเขาใหญ่โดยเด็ดขาด ระหว่างทางไม่ควรให้อาหารลิง อาจถูกจับปรับได้



ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก

อุทยานฯ มีบ้านพักให้บริการ ราคาตั้งแต่คืนละ 500-4,500 บาท ค่ายพักเขาใหญ่ ราคาคนละ 30 -100 บาท ต่อคืน จุดกางเต็นท์มีที่ผากล้วยไม้และจุดกางเต็นท์ลำตะคอง ร้านอาหารมีบริการที่ทำการฯ จุดกางเต็นท์ลำตะคอง และที่ผากล้วยไม้ วันธรรมดา เปิดเวลา 07.00 – 19.30 นาฬิกา วันหยุด เปิดเวลา 07.00 – 21.00 นาฬิกา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ตู้ ปณ. 9 ปท. ปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130
โทรศัพท์ 0-3731-9002 , 0-1877-3127 , 0-6092-6531 , 0-9520-8255

ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
โทรศัพท์ 0-2579-4223 , 0-2579-5734 , 0-2561-2919 , 0-2561-2921 , 0-2561-4292 – 3 ต่อ 724-5

หรือที่สำนักงาน ททท. ภาคกลาง เขต 8 (นครนายก) ถนนสุวรรณศร
โทรศัพท์ 0-3731-2282 , 0-3731-2284




บทความนี้ มาจาก ที่นี่ นครนายก NAYOKCITY.COM สัมผัสธรรมชาติ ในอ้อมกอด เขาใหญ่ ใกล้ๆแค่นี้เอง
http://www.nayokcity.com/cms

เว็ปไซท์ของบทความนี้ :
www.nayokcity.com/cms/modules//sections/index.php?op=viewarticle&artid=11