Published by: webmaster , On: Jul-29-2005

เที่ยวป่าหน้าฝน ยลเสน่ห์มรดกโลก "เขาใหญ่"

คนเดียวดาย ณ "ผาเดียวดาย" ที่สามารถมองเห็นเขาร่มสีเขียวขจีอยู่เบื้องหน้า
       แล้วในที่สุด "ผืนป่าเขาใหญ่" ซึ่งประกอบไปด้วยอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ทับลาน-ปางสีดา-ตาพระยา-และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ก็ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็น "มรดกโลก" แห่งใหม่ของโลก
       
       ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีทั้งสัตว์ป่าและพืชป่าจำนวนมาก เป็นเหตุผลที่ทำให้ผืนป่าเขาใหญ่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ซึ่งจากการที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองมาก็เห็นว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ และหวังว่าการได้เป็นมรดกโลกจะช่วยให้ผืนป่าเขาใหญ่คงความอุดมสมบูรณ์ เป็นมรดกทางธรรมชาติให้รุ่นลูกหลานเราได้สัมผัสตราบนานเท่านาน
       
       เพราะแค่ขนาดที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ได้ไปตะลุยทำกิจกรรมสุดมันสารพันที่ "อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" หนึ่งในพื้นที่ผืนป่าเขาใหญ่ ทั้งการพายเรือคายัก ล่องแก่งลำตะคอง ปั่นจักรยาน และออกส่องสัตว์ในยามค่ำคืน ก็ยังสนุกสนานเพลิดเพลินเจริญใจและได้ดื่มด่ำธรรมชาติจนสุดจะบรรยาย
       
       แต่ทั้งหมดนั่นก็ยังไม่ใช่ของจริง เพราะของจริงที่ว่าก็คือการเดินป่า
       
       ....เพราะถ้ามาเขาใหญ่แล้วไม่เดินป่า ถือว่าทริปนั้นยังไม่สมบูรณ์แบบ
       

       ยิ่งกับการเดินป่าหน้าฝน ยิ่งจะทำให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่ชุ่มชื่น น้ำตกทุกแห่งพรูพรั่งด้วยสายน้ำที่ไหลแรงชุ่มฉ่ำ ทุกอย่างรอบตัวคือความเขียวขจี ชีวิตน้อยใหญ่ต่างเริงร่ารับสายฝนกันอย่างเต็มที่
       
       แต่ขอบอก...การเที่ยวป่าหน้าฝนอาจจะต้องทำใจเผื่อไว้สักนิด เพราะการเดินทางค่อนข้างจะชื้นแฉะและลำบาก แต่นี่ล่ะคือความท้าทาย ซึ่งเป็นรสชาติการเดินป่าที่สนุกสุดมันที่อยากให้ไปลองกันสักตั้ง

สะพานแขวนห้ามห้วยลำตะคองในเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ทำการอุทยานฯ-น้ำตกกองแก้ว
       เส้นทางเดินป่าเขาใหญ่มีให้เลือกเดินกันได้ตามความสะดวก ทั้งประเภทจะพักค้างค้างแรมกันหลายวัน หรือจะเลือกเดินประเภทวันเดียวจบก็ว่ากันไป อย่างถ้าจะเริ่มฝึกซ้อมฝีเท้าแบบเบาๆ ด้วย "เส้นทางศึกษาธรรมชาติจากที่ทำการอุทยานฯ-น้ำตกกองแก้ว" ระยะทางเบาะๆ แค่ 1,200 เมตร ตลอดทางเดินปูด้วยอิฐตัวหนอนทำให้เดินได้สะดวกโดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่มานำทาง และมีป้ายสื่อความหมายบอกให้รู้ในจุดที่สำคัญๆ
       
       ส่วนเส้นทางเดินป่าหลักๆ ที่มีให้เลือกไปและได้รับความนิยมสำหรับนักท่องไพรที่มีเวลาไม่มากนัก ซึ่งแต่ละสายก็มีสิ่งที่น่าสนใจแตกต่างกันไป อย่างเช่น "เส้นทางดงติ้ว-มอสิงโต" ระยะทาง 2.7 กม. ที่จะผ่านป่าดงดิบเลียบริมห้วย มีไม้ใหญ่ที่เป็นจุดเด่น คือต้นสมพงขนาดยักษ์ มีพูพอนสูงท่วมหัวคน ซึ่งพูพอนที่ว่าก็คือส่วนหนึ่งของต้นไม้ที่ทำหน้าที่ค้ำยันให้ต้นไม้คงยืนอยู่ได้

ทุ่งหญ้าพัดปลิวไสวไปตามแรงลมในเส้นทางเดินป่าหนองผักชี
       "เส้นทางสายดงติ้ว-หนองผักชี" ระยะทาง 5.4 กม. ซึ่งทางช่วงแรกใช้ทางเดียวกับเส้นมอสิงโต จากนั้นจะผ่านป่าดงดิบที่มีความหลากหลายของพืชพันธุ์ จนไปถึงหอดูสัตว์หนองผักชี ถือเป็นเส้นทางที่นิยมใช้กันมากเพราะจะเห็นนกและสัตว์ป่าได้ง่าย
       
       "เส้นทางจุดตั้งแคมป์ผากล้วยไม้-น้ำตกเหวสุวัต" ระยะทาง 3.1 กม.เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างจะเดินง่ายและสะดวกพอสมควร คือจะเดินเลียบริมห้วยที่ลดหลั่นกันไปเรื่อยๆ สองข้างทางมีร่มเงาไม้ให้ความร่มรื่น ริมทางมีเห็ดหลายชนิด และอาจได้พบสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ริมน้ำด้วย
       
       แต่สำหรับเส้นทางที่เลือกเดินสำรวจกันในครั้งนี้ก็คือ "เส้นทาง กม.33-หนองผักชี" ระยะทาง 3 กม.ซึ่งจุดเริ่มต้นจะอยู่ติดกับถนนหลวง กม.ที่ 33 เส้นทางเดินตัดผ่านป่าดงดิบแล้งที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบอย่างต้นยาง ไทร หว้า และกะเพราต้น ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เป็นเครื่องเทศสำคัญ เนื้อไม้มีกลิ่นหอมฉุน (คนละอย่างกับใบกะเพราที่เราเอาไปทำผัดกะเพรา) รวมไปถึง ชะนีมือขาว ที่ชอบส่งเสียงร้องทักเป็นระยะๆ ก็เป็นสัตว์ที่สามารถเห็นได้อยู่บ่อยๆ

เดินป่าหน้าฝนหากใส่ถุงกันทาก จะสามารถเลี่ยงการถูกทากดูดเลือดได้ไม่มากก็น้อย
       แม้จะเป็นการเดินป่าสั้นๆ ไม่กี่กิโลเมตร แต่ก็ควรจะมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทาง (ซึ่งสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) เพราะเจ้าหน้าที่จะมีความชำนาญในการเดินป่า ซึ่งอาจจะได้เห็นอะไรดีๆ อย่างเช่นรอยเล็บหมีที่ปีนขึ้นต้นไม้ หรือแม้แต่บ้านหมี ซึ่งสร้างด้วยกิ่งไม้อยู่บนยอดไม้สูงสุดกู่ รวมทั้งบ้านของนกเงือกด้วย เพราะเส้นทางเดินป่านี้มีโพรงรังนกเงือกอยู่หลายจุด แต่ดูเหมือนว่าโชคจะยังเดินทางมาไม่ถึงคณะของเรา จึงไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นเจ้านกเงือกตัวใหญ่ สงสัยว่าคงบินออกไปหากินที่ไหนไกลๆ แน่
       
       ส่วนเจ้าสัตว์ที่ไม่อยากเจอแต่กลับได้เจอมันชูคอสลอนคอยต้อนรับตลอดทาง นั่นก็คือ "ทาก" หลายคนบอกว่ามันคือสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของหน้าฝน แต่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ขอยกให้เป็นศัตรูตัวฉกาจ ถึงจะใส่ถุงกันทากก็อย่าได้ชะล่าใจว่าจะปลอดภัย มันสามารถคลานดึ๊บๆ เข้าไปดูดกินเลือดของเราได้อย่างสบายๆ จึงเป็นเรื่องปกติถ้าจะเห็นเพื่อนร่วมทางที่เป็นผู้หญิงบางคนเดินยกแข้งยกขาขึ้นมาสำรวจทากอยู่บ่อยๆ จนดูคล้ายเป็นการเดินป่าด้วยจังหวะเต้นรำเสียนี่
       
       เดินผ่านผืนป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่หลากหลาย เส้นทางเดินก็เปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าคา และเบื้องหน้าที่เห็นก็คือ "หอดูสัตว์หนองผักชี" ซึ่งเป็นหอสูงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าคาอันกว้างใหญ่อยู่ใกล้ๆ กับแหล่งน้ำและโป่งสัตว์ จึงเป็นจุดที่สามารถจะซุ่มดูสัตว์ได้ แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้ความอดทนซุ่มรอดูในช่วงเช้าและเย็นซึ่งเป็นช่วงที่สัตว์ออกหากิน แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนทางอุทยานฯ จะไม่อนุญาตให้เข้า เพราะเป็นช่วงที่สัตว์อย่างช้างป่าหรือเสือออกหากิน

"น้ำตกเหวสุวัต" สามารถเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี
       จบทริปเดินป่า แต่ยังมีจุดชมวิวที่จะพลาดไม่ได้ เพราะจะเป็นการตามรอยโฆษณาชิ้นหนึ่งที่มีเพลงกินใจอย่าง 'รางวัลแด่คนช่างฝัน' เป็นบทประกอบ...อย่ากลับคืนคำเมื่อเธอย้ำสัญญา อย่าเปลี่ยนวาจาเมื่อเวลาแปรเปลี่ยนไป...ซึ่งจุดที่ตัวเอกในโฆษณายิงลูกยางกันอย่างแสนเท่นั่นก็คือ "ผาเดียวดาย" ที่ถ้าใครได้ลองไปนั่งๆ ยืนๆ อยู่แถวนั้นแล้วจะรู้สึกหวิวๆ และเดียวดายแน่นอน
       
       ผาเดียวดายนี้นับเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม มองออกไปจะเห็น "เขาร่ม" ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเขาใหญ่ขวางอยู่เป็นแนวยาวเขียวขจี ยิ่งถ้ามาตอนพระอาทิตย์ขึ้นจะเห็นเป็นดวงใหญ่เหนือสันเขาร่มเป็นภาพที่สวยติดตาติดใจอย่างมาก
       
       และที่พลาดไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการไปเที่ยวชมบรรดาน้ำตกที่ขึ้นชื่อของเขาใหญ่ เพราะเขาใหญ่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธาร และมีน้ำตกน้อยใหญ่ซึ่งสวยงามแตกต่างกันไปตามสภาพธรรมชาติของภูมิประเทศ รวมจำนวนที่สำรวจพบและทำเส้นทางเดินเท้าไปถึงแล้วกว่า 30 แห่ง

"น้ำตกเหวนรก" เมื่อมองออกไปจากลานชมวิว
       น้ำตกที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ "น้ำตกเหวสุวัต" ซึ่งอยู่สุดถนนธนะรัชต์ หรือจะเดินเท้าต่อจากน้ำตกผากล้วยไม้ไปก็ได้ ประมาณ 3 กม.ความสูงของน้ำตกประมาณ 20 เมตร บริเวณด้านล่างของน้ำตกเป็นแอ่งน้ำและลำธาร ถ้าจะเล่นน้ำก็ต้องระมัดระวังกันให้ดีๆ เพราะน้ำค่อนข้างแรงและเย็นจัด
       
       อีกแห่งคือ "น้ำตกเหวนรก" เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงที่สุด มีทั้งหมด 3 ชั้น แต่นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าไปชมน้ำตกได้แค่ชั้นแรกที่มีความสูงถึง 60 เมตร สายน้ำที่พุ่งแรงตกลงมาในแนวดิ่ง 90 องศาสู่หุบเหวเบื้องล่างทำให้เกิดเสียงดังสนั่นน่ากลัว เป็นที่มาของชื่อเหวนรก ละอองน้ำกระเซ็นมาถึงจุดชมวิวที่อยู่ห่างตั้งหลายสิบเมตร ยืนเพ่งมองนานๆ ก็ทำให้เกิดอาการขาสั่นได้เหมือนกัน
       
       แต่ทั้งหมดที่ได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นความสุข สนุก ตื่นเต้น ปนหวาดเสียว สุดท้ายก็รวมเป็นหนึ่งเดียวที่สร้างความทรงจำ ให้ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ได้ประทับใจเขาใหญ่ไปได้อีกนานแสนนาน

       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       
       เส้นทางเดินป่าที่ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งวัน
       
       "จุดตรวจเนินหอม-เขาสมอปูน" ซึ่งที่ราบบนยอดเขามีสภาพเป็นทุ่งหญ้าสวนหิน สลับกับป่าแคระและป่าดิบบางส่วน ที่ต้องเดินไต่ระดับความสูงแล้วลัดเลาะไปตามหน้าผา ด้วยสภาพที่เป็นลานหินทรายและทุ่งหญ้า ในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวจึงมีดอกไม้ป่าที่สวยงาม ใช้เวลาเดินทาง 4 วัน 3 คืน
       
       "สายน้ำตกเหวสุวัต-ยอดเขาแหลม" เป็นทางเดินป่าที่มีระยะทางไกลและยากลำบากมาก ระยะเวลาในการเดินทางไปกลับและพักแรมตามเส้นทางนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน
       
       "สายมอสิงโต-น้ำตกมะนาว-น้ำตกตาดตาภู-น้ำตกตาดตาคง" เส้นทางนี้มีทั้งความงามและการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น เป็นทางเดินป่าที่ผ่านน้ำตกมากมาย เช่นเดียวกับเส้นทาง
"กม.5-น้ำตกผากระจาย-น้ำตกผาชมพู-น้ำตกผาตะแบก"
       
       
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-3731-9002, 0-1877-3127, 0-6092-6531, 0-9520-8255

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 กรกฎาคม 2548 05:03 น.

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000093387


บทความนี้ มาจาก ที่นี่ นครนายก NAYOKCITY.COM สัมผัสธรรมชาติ ในอ้อมกอด เขาใหญ่ ใกล้ๆแค่นี้เอง
http://www.nayokcity.com/cms

เว็ปไซท์ของบทความนี้ :
www.nayokcity.com/cms/modules//sections/index.php?op=viewarticle&artid=24