Published by: webmaster , On: Jul-29-2005

"รักษ์เขาใหญ่" กับแผนการ"ห่วงใยระดับโลก ปฏิบัติการระดับท้องถิ่น"

เขาใหญ่อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย เป็นตัวอย่าง "ป่าเขตร้อน" ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในแถบเอเชียอาคเนย์ จนได้รับการขนานนามให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งอาเซียน เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณพืชและสัตว์นานาชนิด
คนไทยส่วนใหญ่ล้วนเคยได้ยินชื่อ "ไอ้งางอน" ช้างเกเรกับงาคู่ยาวพระเอกประจำเขาใหญ่ อาจเคยสัมผัส "น้ำตกเหวนรก" ที่สวยงาม และแฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัว หรืออาจเคยกางเต๊นท์นอนนับดาวที่ "ผากล้วยไม้" ร่วมกับเพื่อนเต๊นท์ข้างเคียงอีกนับร้อยยามหน้าเทศกาลท่องเที่ยว
ความสมบูรณ์ของป่าไม้ และสัตว์ป่า ตลอดจนความสะดวกสบายในการเดินทางขึ้นสู่เขาใหญ่ ทั้งจากจังหวัดนครราชสีมาและปราจีนบุรี ทำให้เจ้าเสือลำบากกินคน ที่ถูกยิงตายและสตั๊ฟฟ์ไว้ ณ ที่ทำการอุทยานฯ มีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศจำนวนมากมาย ไม่เว้นแต่ละวัน
และเมื่อแผ่นดินไทยเริ่มระอุกรุ่นไปด้วยการแสวงหาและช่วงชิงทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งแทรกซึมไปยังพื้นที่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่ในเขตป่าอนุรักษ์ และแน่นอน ...อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ย่อมกลายเป็นเป้าหมายอันโอชะ
"ปลายปี พ.ศ. 2533 กระแสการสร้างเขื่อนเหวนรกที่เขาใหญ่แรงมาก แต่คนในท้องถิ่นกลับตื่นตัวและรับรู้ข้อมูลน้อยมาก กลุ่มเพื่อนจากหลายที่ ทั้งกลุ่มเภสัชกร ทันตแพทย์ พยาบาล ครูและชาวบ้าน จึงเดินทางไปดูป่าเสื่อมโทรม ที่ใช้อ้างเป็นเหตุผลในการสร้างเขื่อน และพบว่าข้อมูลที่ได้จากรัฐไม่ตรงกับความจริง ป่าที่ว่ากลับมีความสำคัญทางนิเวศวิทยาอย่างมาก เพราะมีทุ่งหญ้าบางจุดในป่าสมบูรณ์กลางหุบเขา เหมาะแก่การดำรงชีวิตของสัตว์ป่า"
เภสัชกรหญิง สุภาภรณ์ ปิติพร จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ท้าวความถึงเหตุการณ์สำคัญที่จุดประกายให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนเล็ก ๆ ในท้องถิ่น ด้วยความรู้สึกร่วมกันในความไม่ชอบมาพากลของโครงการรัฐ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นใน "บ้าน" ของพวกเขา
"แต่ก่อนเราคิดว่าถ้าเพียงเราแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว เป็นหมอที่ดี เป็นครูที่ดี งานอนุรักษ์ธรรมชาติก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักอนุรักษ์ แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือนักอนุรักษ์ที่ทำงานตามองค์กรเอกชนต่าง ๆ มีอยู่นิดเดียว และก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จะหวังกำลังจากนักศึกษาหรือ ส่วนใหญ่ก็อยู่ตามห้างสรรพสินค้า เราคงต้องลงมือทำอะไรกันแล้ว มิใช่เพียงแค่เอาใจช่วยอย่างที่ผ่านมา"
กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ จึงเกิดขึ้นนับแต่นั้น ด้วยสีสันที่แตกต่างไปจากองค์กรชาวบ้านทั่วไป คือเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนท้องถิ่นรุ่นใหม่ที่เป็นคนชั้นกลาง ซึ่งเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการผสมผสานของวัฒนธรรมสองกระแส คือ กระแสแห่งชีวิตชาวบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น ครอบครัว การมีเครือญาติเป็นเกษตรกร หมอพื้นบ้าน พรานป่า ซึ่งเปี่ยมด้วยความรู้ ความเข้าใจ และความผูกพันต่อสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น หลอมรวมเป็นมุมมองของชาวบ้านที่มีต่อทรัพยากรรอบข้าง ในขณะเดียวกัน ก็เป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสเปิดรับกระแสความห่วงใยในสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างหนาหูผ่านทางสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ จนกลายเป็นที่มาของจิตสำนึกคนท้องถิ่นรุ่นใหม่ที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อมของชุมชนและของโลก
"ในการจัดองค์กรคงต้องมีประธาน มีเลขาฯ มีเหรัญญิก แต่เรามีเพียงการแบ่งงานเฉพาะกิจ จนสุดท้ายคนที่เคยทำอะไรก็ต้องหน้าที่นั้นไปเรื่อย ๆ เพราะเริ่มเห็นปัญหาและชำนาญขึ้น การประชุมก็ไม่แน่นอน การที่เราเป็นเพื่อนกันอยู่แล้วจึงมีการประชุมกันโดยธรรมชาติ หากจะมีกิจกรรมสักครั้ง ใครที่ต้องทำงานในช่วงนั้นก็มาประชุมกัน ทำเท่าที่ทำได้ ไม่มีการเรียกร้องว่าต้องทำทุกครั้งหรือต้องมาประชุมทุกครั้ง หากงานใดมีความผิดพลาด เราก็เพียงสรุปเป็นบทเรียน ผลงานเป็นเรื่องรอง จิตใจของคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด"
"เราไม่มีประธาน เลขาฯ หรือตำแหน่งที่แท้จริง เพียงมีแกนนำที่นำเสนอกิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรทำแต่ละช่วง ถ้าเห็นด้วยก็ช่วยกันคิดต่อ ไม่ได้เชิญคนมีหน้าตาทางสังคมเข้ามาในตำแหน่งต่าง ๆ เพราะเราคิดว่าเราแต่ละคนก็มีงานล้นมือ เราจึงเหมือนครอบครัวใหญ่ที่มิใช่ว่าต้องมีเพียงเรื่องของงานเท่านั้นจึงจะเชื่อมโยงกัน หากมีเรื่องอื่น ๆ แม้ในเรื่องส่วนตัวเราจะช่วยเหลือกัน เราจึงสรุปได้ว่าเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงานไม่ใช่แยกส่วน สามารถสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กันและกันได้ทั้งสองส่วน"
และด้วยความเชื่อมั่นในพลังของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่สามารถทำกิจกรรมยิ่งใหญ่ ด้วยพลังของความปรารถนาดี และความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง กลุ่มรักษ์เขาใหญ่จึงเป็นภาพลักษณ์ของชุมชนในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางด้านกายภาพใด ๆ หากเป็นชุมชนที่เชื่อมโยงกันด้วยปัญญา อุดมคติ และความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง
"เริ่มต้นจากตัวพวกเราเองก่อนอื่น แต่ก่อนเราจะรู้จักเขาใหญ่คือที่เที่ยว น้ำตกสวย ขึ้นไปนอนบนบ้านพักเป็นที่พักผ่อน เราไม่เคยรู้ว่าป่าเป็นยังไง สรรพชีวิตเขาอยู่กันยังไง จากการเข้าป่าครั้งแรกของพวกเราครั้งนั้น ทำให้เราตระหนักว่ามีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ ทั้งที่เขาใหญ่อยู่ที่บ้านเราเอง"
เริ่มจากความไม่รู้จัก จนกลายเป็นความรักเมื่อได้สัมผัส เภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ และเพื่อนพ้องในกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ จึงตั้งใจแน่วแน่ในการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงความรักนี้สู่ผู้คนในท้องถิ่นเดียวกัน
"พวกเราจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้คนท้องถิ่นได้รู้เกี่ยวกับความสำคัญของเขาใหญ่ ตั้งแต่การจัดสัมมนาเรื่องความรู้สู่คนท้องถิ่น ที่โรงเรียนประจำจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งก็ได้บทเรียนว่า คนบ้านเราไม่ค่อยชองนั่งฟังการบรรยาย แต่ที่ประสบความสำเร็จคือการจัดเดินป่า เข้าไปแลกเปลี่ยนกันในป่า เดินป่าด้วยกัน ร่วมอดร่วมเหนื่อย ทำให้เข้าใจได้เลยว่าทำไมทหารที่เคยออกรบด้วยกันถึงรักกันนักหนา ทำให้ยิ่งตระหนักชัดของคำว่าป่า คำว่าธรรมชาติยิ่งขึ้น เป็นทั้งห้องเรียน เป็นทั้งที่กล่อมเกลาจิตใจ"
งานใหญ่ที่เริ่มด้วยต้นทุนเพียงแรงกาย และแรงใจ เริ่มมีปัญหาเพราะแรงทุน
"ในครั้งแรกที่จัดตั้งกลุ่ม เราได้ขอความช่วยเหลือทางด้านวิทยากรและทุนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ จากทางมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ชมรมวนาพิทักษ์ กิจกรรมส่วนใหญ่เน้นเรื่องการให้การศึกษาแก่เยาชนในท้องถิ่น ในส่วนของงบประมาณในการติดต่อประสานงานต่าง ๆ เราก็ช่วยกันออกเงินเองเท่าที่ใครพอมี แต่ในช่วงหลังทุนต่าง ๆ ในแต่ละองค์กรมีปัญหา เราเคยพยายามจะทำของขายหาทุนทำกิจกรรม แต่พวกเราไม่ค่อยมีเวลาและไม่ถนัดในการค้าขาย จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร"
การแก้ปัญหาของกลุ่ม จึงต้องอาศัยช่องทางในการสนับสนุนช่วยเหลือจากหน่วยงานต้นสังกัด โดยแต่ละคนต่างพยายามนำโครงการสิ่งแวดล้อมใส่เข้าในงานประจำ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล หรือศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
แม้งบประมาณต่าง ๆ ที่ได้รับจะมีไม่มากนัก แต่ก็ช่วยทำให้งานดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนในการจัดกิจกรรมค่ายเด็กนั้น ก็มีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิกลุ่มที่มีเงินเดือนแล้ว ส่วนสมาชิกที่ยังเป็นเด็กนั้น ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
"เรื่องเงินทุนเรายังคิดว่าเป็นปัจจัยที่รองมาจากเรื่องคน หากเรามีคนทำงานแล้ว งานให้การศึกษาสามารถที่จะทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินมากนัก เพราะคนที่เป็นผู้ให้การศึกษานั่นเองที่จะเป็นเครื่องมือ และเป็นสื่อที่สำคัญที่สุด แต่เราก็คิดว่าน่าจะมีกองทุนสักก้อนไว้ให้คนที่ทำงานเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่องค์กรที่จดทะเบียนสามารถขอมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้"
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เกิดตามมา คือความร่วมมือจากภาครัฐ
"ข้าราชการเองยังไม่ยอมรับบทบาทหน้าที่ขององค์กรเอกชน และเต็มไปด้วยความหวาดระแวง โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยที่ไม่มีคนใหญ่คนโตหนุนหลัง ทั้งยังมีความคิดที่ว่าป่าตรงนั้นเป็นของเขา เขาเป็นเจ้าของคนอื่นไม่มีสิทธิ์ การมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นของบ้านเรายังไม่เกิด เพราะการให้ความดีความชอบเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการยังอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นการต้อนรับเจ้านาย เอาใจเจ้านายจึงเป็นงานหลักของข้าราชการไทย"
อย่างไรก็ตาม กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ยังคงจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอยู่อย่างสม่ำเสมอเรื่อยมาก โดยกิจกรรมหลักคือการจัดค่ายเด็กปีละหนึ่งครั้ง จัดงานรำลึกช้างตกเหว ซึ่งถือเป็นงานเชงเม้งของกลุ่ม เพื่อที่สมาชิกทั้งเก่าและใหม่จะมาพบปะ แลกเปลี่ยน และร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกเหนือไปจากการรณรงค์สร้างจิตสำนึกในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เช่น การบุกรุกทำลายป่า และปัญหาสปก. 4-01
"หลายคนอาจคิดว่ามัวแต่จัดค่ายเด็กให้การศึกษาอยู่นั่นแหละ สิ่งแวดล้อมกำลังจะวอดวายอยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ของเรา หลังจากที่เราจัดค่าย เด็ก ๆ เห็นพี่เหน็ดเหนื่อย ทุ่มเทเพื่อพวกเขาโดยไม่หวังอะไรตอบแทน ทั้งที่บางคนตอนแรกมาเพื่ออยากเที่ยว อยากสนุก แต่ภาพความรัก ความเอาใจใส่ของพี่ ๆ ทำให้เขาได้คิด ทั้งการที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติซึ่งเปรียบดั่งมารดาของการเรียนรู้ ทำให้พวกเขาอยากจะทำอะไรให้ธรรมชาติบ้าง"
จากระยะเวลา 4 ปี ในการทำค่ายเด็ก เภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ หรือพี่ต้อม พี่สาวใจดีของเด็ก ๆ ค้นพบด้วยความภาคภูมิใจว่า เด็ก ๆ ของเธอล้วนมีพัฒนาการ มีความรับผิดชอบ และคิดถึงสังคมด้วยหัวใจ (สีขาวดวงเล็ก ๆ ที่ละเอียดอ่อนอันเป็นพื้นฐานเดิม) และกลุ่มเยาวชนรุ่นแรก ๆ ซึ่งเรียนอยู่ในระดับมัธยม ก็ได้กลายมาเป็นอาสาสมัครของกลุ่มเพื่อดูแลน้อง ๆ ในรุ่นต่อ ๆ ไป
"หลายคนเคยเกเร บ่อยครั้งที่เราต้องเข้าไปช่วยเขาแก้ปัญหาชีวิต แต่ละคนเมื่อมารวมกันต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พวกพี่เองก็ได้เรียนรู้บางอย่างจากเด็ก ๆ เด็กแต่ละคนต้องต่อสู้กับทางบ้านเพื่อที่จะมาร่วมกิจกรรม ในช่วงแรก ๆ เราต้องตระเวนตามบ้านเด็ก ๆ เพื่อทำความรู้จักผู้ปกครองว่าเราไม่ได้คิดจะใช้เด็กเป็นเครื่องมือใด ๆ เลย เราหวังเพียงเด็ก ๆ เติบโตด้วยสำนึกและรักในธรรมชาติ แต่พวกเราก็ต้องทำงานกันหนัก ที่จะต้องกระตุ้นให้เด็ก ๆ รับผิดชอบในหน้าที่การเรียนด้วยความเอาใจใส่อย่างแท้จริงราวกับพวกเขาคือน้องแท้ ๆ แม้จะไม่มีวิชาการทางระบบนิเวศมากมาย แต่เยาวชนรักษ์เขาใหญ่ก็มีศักยภาพในการนำพาผู้คนสู่ธรรมชาติ"
วันนี้ กลุ่มเยาวชนรักษ์เขาใหญ่ คือพลังสร้างสรรค์จากหัวใจดวงเล็ก ๆ ที่กำลังขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ในขณะที่กำลังใจอีกกองใหญ่ถูกส่งมาจากพ่อแม่ และครู ที่คอยเฝ้าดูลูกหลาน และลูกศิษย์ตัวน้อย ๆ อยู่ห่าง ๆ
"กำลังสำคัญที่เราไม่คิดก็คือพ่อแม่ของเด็ก ๆ รักษ์เขาใหญ่ไม่มีทุนอุดหนุนจากหน่วยงานไหน เมื่อถึงคราวที่จะต้องจัดกิจกรรม ยกตัวอย่างเช่น งานช้างตกเหวที่ผ่านมาทุกปี บ้านเด็กคนไหนมีรถจะให้ยืมรถมาใช้งาน ให้ค่าน้ำมันรถ พลังของเด็ก ๆ ทำให้ครูและโรงเรียนของเขาตระหนักถึงภารกิจของการอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น รักษ์เขาใหญ่ในวันนี้จึงได้รับการยอมรับในระดับท้องถิ่นภายในจังหวัด แม้แต่สำนักงานโยธาจังหวัดยังได้อนุเคราะห์ให้ยืมรถใช้ในการจัดกิจกรรม"
ความลึกซึ้งของความรักที่ท่วมทนอยู่ในความรู้สึก กลายมาเป็นความหวงแหน และความเข้าใจถึงความหมายของ "การอนุรักษ์" ที่แท้จริง ซึ่งเภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ สามารถบอกเล่าด้วยคำถามที่ว่า "คุณสามารถบอกให้เพื่อนวาดรูปดอกไม้ดอกหนึ่งได้เหมือนกับที่คุณเคยเห็นหรือเปล่า?"
ในตอนแรกเราไม่สามารถบอกใครได้ว่างานอนุรักษ์แค่ไปเดินป่านะหรือ ? สู้คุณไม่ต้องไปยุ่งกับมันจะดีกว่าหรือเปล่า ? แน่นอนว่าคนเที่ยวป่ามีมากมายนัก ป่านี้ถูกทำลายไปก็ไปหาป่าบริสุทธิ์อื่นเที่ยวก็ได้ไม่เห็นจะเป็นไร แต่ในความรู้สึกของพวกเราหลังจากที่เดินย่ำสัมผัสอย่างลึกซึ้งเรารู้ว่า เขาใหญ่คือของเรา คือสิ่งที่เรารัก ต้นไม้ทุกต้นราวกับญาติสนิท
"การอนุรักษ์ที่แท้จริงมิใช่แยกป่าออกจากวิถีชีวิตของผู้คน แต่จะทำอย่างไรที่การใช้ประโยชน์นั้นยั่งยืน และสามารถให้ธรรมชาติมีโอกาสฟื้นตัวทดแทนสิ่งที่เราได้ใช้ประโยชน์ เป็นความผิดพลาดของกฎหมายป่าไม้ต่าง ๆ ที่ออกมาในอดีตหรือไม่ ที่ห้ามคนเข้าไปยุ่งกับป่า ทำให้คนรู้สึกว่าป่าไม่ใช่ของเขา และยังเป็นการทำลายภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาตลอดช่วงเวลาของชาติพันธุ์ที่รู้ว่าผักอะไรกินได้ อะไรที่เป็นยาได้ อะไรที่ทำเครื่องใช้ไม้สอยได้ ทุกอย่างล้วนอยู่ในป่า เมื่อห้ามคนยุ่งกับป่า สรรพความรู้ต่าง ๆ ที่สืบทอดกันมาก็พลันถูกทำลายไป"
และจากความรักในธรรมชาติ เส้นขอบของความรักก็เริ่มขยายสู่เพื่อนมนุษย์ และโลก
"เยาวชน หรือคนรุ่นใหม่ของท้องถิ่นนี่แหละที่เป็นหัวใจสำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติของท้องถิ่นและของโลก รักษ์เขาใหญ่มีเป้าหมายไกลกว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรของท้องถิ่น แต่หมายรวมถึง
ต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติของโลก เพื่อการปกป้องธรรมชาติที่สำคัญทั้งในแง่กายภาพ และต่อจิตใจของเขา"
และจากองค์กรท้องถิ่นเล็ก ๆ เงียบ ๆ ที่แทรกตัวขึ้นมาอย่างนอบน้อมในบทบาทของกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติรุ่นใหม่ แต่กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ก็ได้รับการสนับสนุนคำปรึกษา และกำลังใจจากหลายหน่วยงาน ทั้งจากรัฐ เพื่อนองค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน รวมทั้งสมาชิกที่ไม่เคยหายหน้าหายตากันไป แต่ข้อจำกัดในเรื่องของเวลาและการไม่ได้ก่อตั้งเป็นองค์กรประจำ ทำให้สมาชิกกลุ่มไม่ค่อยมีโอกาสติดต่อประสานงานกับองค์กรอื่น ๆ มากนัก
"โดยเนื้อแท้ของทุกคนแล้ว ต่างรักธรรมชาติ ไม่มีใครที่ไม่มีความสุขที่ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่บางทีปัญหาต่าง ๆ ดูเหมือนจะไกลตัว และใหญ่เกินไปจนไม่รู้จะทำอะไรได้บ้าง เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นมาเพื่อแสดงเจตนารมณ์อันนั้น คนที่คิดเหมือนกันก็จะมารวมตัวกันด้วยความรักในธรรมชาติและมนุษย์ด้วยความเคารพในความคิดเห็นของคนอื่น ๆ แม้จะแตกต่างความคิด ความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่ายจึงเกิดขึ้น"
"ปัจจุบันงานให้การศึกษาเราแทบไม่ต้องกระเสือกกระสนหาทุนหาคนมารับการอบรมเลย เพราะกระแสอนุรักษ์เริ่มมาแรง ในส่วนของราชการ ทางกลุ่มได้รับความไว้วางใจในระดับจังหวัดในการเป็นวิทยากรอบรมให้ แม้ว่าเราไม่สามารถจัดกระบวนการอบรมอย่างอิสระก็ตาม แต่ก็นับว่าเราได้เตรียมเรือไว้ก่อนที่พายุจะมา"
การเห็นคุณค่าของคน การเห็นกำลังคนสำคัญกว่ากำลังเงิน การถ่ายทอดความรักในสิ่งแวดล้อมของถิ่นเกิด ที่ไม่เพียงถ่ายทอดด้วยคำพูด แต่เป็นการถ่ายทอดกันด้วยชีวิต ด้วยจิตสำนึกจากคนหนึ่งสู่อีกคน มิใช่จากสื่อต่าง ๆ และมิใช่จากการท่องจำ กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ความรักที่งอกงามแพร่ขยายจากกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ เกิดเป็นกลุ่มคนต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึง เช่น กลุ่มรักป่าสระบุรี และกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาตินครนายก
"แม้ว่าเราในกลุ่มจะไม่สมบูรณ์ แต่เราแต่ละคนมีพัฒนาการ แม้ว่าแต่ละคนจะมีเงื่อนไขที่ไม่อาจจะทำกิจกรรมร่วมกันได้อีกในอนาคต แต่จิตใจของความเป็นรักษ์เขาใหญ่จะมีอยู่ในตัวของพวกเรา และเราเชื่อว่าแม้มีคนคนหนึ่งที่ยืนหยัดอยู่ในการทำงาน เขาจะไม่มีวันโดดเดี่ยว ตราบใดที่เขาเคารพในความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ๆ "
"โดยแท้จริงแล้วธรรมชาติภายในกับภายนอกมิใช่สิ่งที่แยกส่วนเลย แม้ว่าสิ่งที่เรามุ่งหวังยังอยู่อีกไกล ป่าธรรมชาติยังมีการทำลายล้างอยู่ทุกขณะจนระบบนิเวศกำลังล่มสลาย สิ่งที่เราทำดูเหมือนสูญเปล่าจนบางครั้งอดที่จะถามกันไม่ได้ ว่าไปทำอะไรที่เห็นมรรคเห็นผลกว่านี้ดีกว่าไหม เพราะยังไง ๆ ป่าก็หมด แต่เมื่อเห็นเด็ก ๆ เติบโตทางความคิดและจิตใจ ความหวังก็ยังมี อย่างน้อยเราก็ยังมีคนที่คิดเหมือนเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สักวันกระแสของการรักษาป่าธรรมชาติจะเป็นกระแสหลักของสังคม"
รักษ์เขาใหญ่จึงเป็นแบบอย่างของชุมชนที่น่าสนใจ มีเป้าหมายเพื่อส่วนรวม โดยเริ่มจากกลุ่มคนท้องถิ่น สมดังคำขวัญที่ว่า "ห่วงใยระดับโลก ปฏิบัติการระดับท้องถิ่น" อย่างแท้จริง

สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
เป็นสหความรู้ที่มีทั้งความกว้าง และลึก
หากใครมีข้อมูล ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องการเผยแพร่
เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและสิ่งแวดล้อม
ตลอดจนการนำบทความไปใช้งาน
กรุณาแจ้งให้เจ้าของบทความ
หรือแจ้งมากับ มูลนิธิฯทราบด้วยครับ

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
693 อาคาร4 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยศเส แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม.10100 โทร.02 224 7838-40



บทความนี้ มาจาก ที่นี่ นครนายก NAYOKCITY.COM สัมผัสธรรมชาติ ในอ้อมกอด เขาใหญ่ ใกล้ๆแค่นี้เอง
http://www.nayokcity.com/cms

เว็ปไซท์ของบทความนี้ :
www.nayokcity.com/cms/modules//sections/index.php?op=viewarticle&artid=28