Published by: webmaster , On: Sep-18-2005

 

ประเทศไทยเราแม้เป็นประเทศเล็กๆ แต่ก็มีสิ่งที่เป็นที่สุดของโลกอยู่หลายสิ่งด้วยกัน อย่างเช่นเป็นประเทศที่มีชื่อเมืองหลวงยาวที่สุดในโลก เป็นประเทศที่มีข้าวพันธุ์ดีที่สุดในโลก มีไข่เจียวใหญ่ที่สุดในโลก และอีกหลายที่สุด ที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ ไปจนถึงเป็นเรื่องไร้สาระเลยทีเดียว
       
       แต่มีสิ่งที่เป็นที่สุดอย่างหนึ่ง ที่นอกจากจะไม่ไร้สาระแล้ว และยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปอีกต่างหาก นั่นก็คือ
"เขื่อนคลองท่าด่าน" เขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีความยาวที่สุดในโลก ในจังหวัดนครนายก ที่การก่อสร้างกำลังจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้
       
       เขื่อนคลองท่าด่าน มีชื่อเต็มๆ ว่า "เขื่อนคลองท่าด่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จ.นครนายก สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายกและจังหวัดใกล้เคียง จึงนับเป็นสิ่งก่อสร้างหนึ่งที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวนครนายกและชาวไทย
       
       ตัวเขื่อนประกอบด้วยเขื่อนหลักและเขื่อนรองสร้างด้วยคอนกรีตบดอัด ซึ่งปัจจุบันนับว่าเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีความยาวที่สุดในโลก มีความยาวรวม 2,720 เมตร ความสูง (สูงสุด) 93 เมตร รับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำ มีความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร
       
       การสร้างเขื่อนโดยวิธีคอนกรีตบดอัดแน่น (Roller Compacted Concrete: RCC) นี้จะมีรูปแบบของเขื่อนด้านเปลือกนอก เป็นลักษณะแบบสร้างเขื่อนแบบปกติ มีความหนาข้างละประมาณ 70 ซม. ส่วนด้านในเป็นขี้เถ้าลอยซึ่งได้จากถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งนำมาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก คงยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีข้อถกกันว่าจะกำจัดขี้เถ้าลอยลิกไนต์กันอย่างไร เพราะกลัวกันว่าจะเป็นอันตรายแก่คนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ นี่จึงนับว่าเป็นการทำขยะลิกไนต์ให้เกิดประโยชน์ได้อีกทางหนึ่ง
       
       ส่วนประโยชน์ของเขื่อนภายหลังการสร้างเสร็จแล้ว ยังจะมีตามมาอีกมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการที่มีน้ำในการทำเกษตรกรรม การอุปโภค บริโภค แก้ปัญหาดินเปรี้ยว เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและบรรเทาอุทกภัย ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 7-9 สิงหาคม 2547 เกิดฝนตกหนักติดต่อกันบนเขาใหญ่ ส่งผลให้น้ำป่าได้ไหลหลากลงสู่พื้นที่รับน้ำด้านล่าง ทำให้เกิดน้ำท่วมล้นตลิ่งแม่น้ำนครนายก สร้างความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจ ขนาดว่าเขื่อนคลองท่าด่านฯ ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็กลับมีส่วนช่วยรองรับปริมาณน้ำป่าที่หลากลงมา ช่วยชะลอน้ำท่วมขังลงสู่แม่น้ำนครนายก เพราะถ้าเวลานั้นไม่มีเขื่อนปริมาณน้ำที่หลากลงมา ก็คงจะสร้างความเสียหายแก่ประชาชนมากกว่านี้
       
       นอกจากนี้เขื่อนคลองท่าด่านจะยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนครนายก นักท่องเที่ยวสามารถชมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้จากบริเวณสันเขื่อน จะเห็นทิวทัศน์ด้านหน้าเขื่อน และชมทิวทัศน์เมืองนครนายกด้านหลังเขื่อนได้
       
       นับจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินทรง ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เขื่อนคลองท่าด่านฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2545 กระทั่งผ่านมาถึงบัดนี้ที่ตัวเขื่อนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์ เหลือเพียงการตกแต่งภูมิทัศน์บริเวณด้านหลังเขื่อน และจะเปิดอย่างเป็นทางการประมาณปลายปีนี้ ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวที่สนใจจะแวะชมก็สามารถชมทิวทัศน์ด้านหน้าและหลังเขื่อนได้ที่จุดชมวิวด้านบนเขื่อนได้ตลอด
       
       หากเขื่อนคลองท่าด่านนี้เสร็จสมบูรณ์ลงเมื่อไร ก็คงจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนพากันหลั่งไหลมาชม ไม่เฉพาะเพียงแค่ตัวเขื่อนเท่านั้น แต่ในบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่อีกมากเช่นกัน
       
       *ศูนย์ภูมิรักษ์...จากพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง
       
       เป็นที่ซาบซึ้งกันดีว่า พระราชกรณียกิจของในหลวงที่ทรงทำเพื่อประชาชนนั้น มีมากมายเพียงใด
       
       เฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ก็มีถึงกว่า 3,000 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการถือกำเนิดมาจากพระอัจฉริยภาพ พระเมตตาคุณ พระกรุณาธิคุณ ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานเพื่อเป็นแนวทางในการบำบัดปัดเป่าความเดือดร้อนของพสกนิกรชาวไทยในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
       
       และ "ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ" ในจังหวัดนครนายก ห่างจากเขื่อนท่าด่านเพียง 200 เมตร ก็คือสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รวบรวมภูมิความรู้ควบคู่กับความเพลิดเพลิน อันเนื่องมาจากโครงการในพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัว
       
       ชื่อ "ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ" เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา และเป็นโครงการที่ สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการจัดสร้าง เพื่อเผยแพร่แนวพระราชดำริให้กว้างขวางและลึกซึ้ง โดยการแสดงแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการเกษตร ปศุสัตว์ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน ตลอดจนการสาธิตความเป็นอยู่ วิถีไทยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสม
       
       โครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนา บริเวณบ้านท่าด่าน ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก จะเป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลและกิจกรรมที่แสดงให้เห็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น จะเห็นว่าทรงมุ่งการพัฒนาด้วยการแก้ไขปรับปรุงคุณภาพของ คน ดิน น้ำ ป่า อย่างเป็นระบบ โดยให้คน คือ เกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นแกน ตามแนวทางคนต้องอยู่ พึ่งพา และ ดูแลป่า ดิน น้ำ อย่างใกล้ชิด ซึ่งได้มีการแบ่งพื้นที่จัดแสดงในโครงการออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นการจัดนิทรรศการในส่วนการจัดแสดง โดยจะเป็นการสรุปภาพรวมของพระราชกรณียกิจ อันเป็นที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหมด
       
       ส่วนที่สองเป็นการจัดนิทรรศการบริเวณใกล้เคียงกับอาคาร อาทิ การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ การควบคุมดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น บ่อบำบัดน้ำเสียแบบฝังใต้ผิวดิน Cross Section กอ หรือ แปลงหญ้าแฝก เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานของรากหญ้าแฝกที่ยึดดิน และส่วนที่สาม เป็นการแสดงในพื้นที่ภายนอกอาคาร ด้วยการจำลองป่า และภูมิประเทศของประเทศไทยทั้ง 4 ภาค รวมถึงการจัดแสดงเกษตรทฤษฎีใหม่ และชีวิตที่พอเพียง กับวิถีชีวิตของคนไทย โดยได้จัดทำคำบรรยายตามสถานที่สำคัญๆ ทั่วทั้งพื้นที่จัดแสดง
       
       นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอวิถีชีวิต และภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจะเป็น "อาศรมปัญญา" โดยการรวบรวม "108 เซียน" ผู้มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่จะหมุนเวียนมาช่วยคิดช่วยถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้สนใจ
       
       อีกไม่นาน ศูนย์ภูมิรักษ์นี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์ และจะนับได้ว่าเป็น "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิต" เพราะจะให้ผู้สนใจได้ศึกษา ทดลอง และเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เข้าชมได้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความเพลิดเพลิน นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดความรู้ โดยรู้จักการช่วยเหลือตนเอง ใช้ภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
       
       ยิ่งกว่านั้นผู้มาเยือนจะได้ซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจ และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะสิ่งแสดงทุกๆ อย่างที่สื่อความหมาย เช่น การเดินเที่ยวชมในพื้นที่ลาดชันของภาคเหนือ ก็สร้างความลาดชันให้ได้กับการเดินขึ้นดอยอินทนนท์ ห้วยน้ำดัง หรือเดินทางเที่ยวชมส่วนหนึ่งในภาคใต้ อาจจะจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะจัดทำภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำเนินในภูมิประเทศคล้ายคลึงกันนี้มาติดไว้ เพื่อให้ผู้เที่ยวชมสามารถรับรู้ รับทราบด้วยตัวเอง ถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ได้ทรงบำเพ็ญมาตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ
       
              
       สอบถามข้อมูลเขื่อนคลองท่าด่านเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์โครงการก่อสร้าง 5 โทร.0-3738-4208-9 ต่อ 133 หรือ www.thadandam.com
       
       สอบถามข้อมูล"ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ" เพิ่มเติม ได้ที่ http://www.bhumirak.com
       
            
       การเดินทางมาจังหวัดนครนายก ทางรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนหมายเลข 305 รังสิต-องครักษ์ เข้านครนายก ระยะทาง 105 กิโลเมตร หรือจะใช้เส้นทางถนนหมายเลข 1 เลี้ยวขวาที่หินกองไปตามถนนสุวรรณศร ทางหลวงหมายเลข 33 จนถึงนครนายก ระยะทาง 137 กิโลเมตร
       
       ทางรถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพฯ–นครนายก มีบริการรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (ถนนกำแพงเพชร 2) ทุกวัน สอบถามได้ที่โทร.0-2936-3660, 0-2936-3666
       
       ททท.ภาคกลางเขต 8 โทร.0-3731-2282, 0-3731-2284
       
       ********
       

       เที่ยว 3 น้ำตก ใกล้บ้านท่าด่าน
       
       นอกจากศูนย์ภูมิรักษ์ ไม่ใกล้ไกลจากเขื่อนคลองท่าด่านนักก็ยังมีน้ำตกที่ขึ้นชื่อลือชาอยู่อีก 3 แห่งด้วยกัน นั่นก็คือน้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง และน้ำตกวังตะไคร้
       
       สำหรับน้ำตกสาริกานั้นเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เกิดจากน้ำฝนที่ตกบนเขาใหญ่แล้วไหลมารวมกันเป็นสายธารลงมาจากหน้าผาที่สูงกว่า 200 เมตร น้ำตกสาริกามีทั้งหมด 9 ชั้น แต่เปิดให้เที่ยวชมเพียงชั้นที่ 1-4 เท่านั้น เพราะชั้นที่ 5 ขึ้นไปเป็นเส้นทางที่อันตราย ส่วนชั้นที่นับว่าสวยที่สุดนั้นอยู่ที่ชั้น 3 และนักท่องเที่ยวนิยมเล่นน้ำกันในชั้นที่ 1-2 และในบริเวณน้ำตกก็ยังมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกคอยให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเพียบพร้อม
       
       ส่วนน้ำตกนางรอง ที่มีความงดงามไม่แพ้กัน แต่ต้องออกกำลังเดินเท้าประมาณ 10 นาทีเพื่อไปยังตัวน้ำตก ในหน้าฝนเช่นนี้น้ำตกนางรองค่อนข้างเชี่ยวแต่ก็น่าชมไปอีกแบบ ส่วนรอบๆข้างน้ำตกก็ยังร่มรื่นไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม และมีมุมถ่ายรูปสวยๆ อยู่ตรงบริเวณสะพานไม้ที่ทอดข้ามไปชมน้ำตก และสามารถมองเห็นตัวน้ำตกได้อย่างชัดเจน
       
       ส่วนน้ำตกที่สุดท้าย คืออุทยานวังตะไคร้หรือ "วังตะไคร้" ซึ่งอยู่ในความดูแลของมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ภายในจะมีไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ให้ชมกัน และที่สำคัญก็คือธารน้ำตกวังตะไคร้ที่ไหลผ่านโขดหินน้อยใหญ่ให้นักท่องเที่ยวได้เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย

โดย ผู้จัดการรายวัน 16 กันยายน 2548 08:58 น.
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000126462




บทความนี้ มาจาก ที่นี่ นครนายก NAYOKCITY.COM สัมผัสธรรมชาติ ในอ้อมกอด เขาใหญ่ ใกล้ๆแค่นี้เอง
http://www.nayokcity.com/cms

เว็ปไซท์ของบทความนี้ :
www.nayokcity.com/cms/modules//sections/index.php?op=viewarticle&artid=36