หน้าแรก แผนที่ สมาชิก ข่าวประชาสัมพันธ์ แนะนำเว็ปไซท์ กระดานข่าว บทความ คำถามที่ถามบ่อย. สมุดภาพ ติดต่อเรา


บ้านสมุนไพรชัยมงคล คลอโรฟิลล์บริสุทธ์ 100 % ล้างสารพิษในร่างกาย อย่างมีประสิทติภาพ บ้านสมุนไพรชัยมงคล โทร 098 878 6897


พื้นที่ โฆษณา ผู้สนับสนุน เรา
รายการหลัก

Popular Section Articles
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·

ค้นหา

Gallery
View the khaoyai gallery




Published by: webmaster , On: Jul-26-2005

ถ้าจะถามผมว่า บรรพบุรุษของผม คือใคร? ชนชาติใด ผมคงตอบได้เลยว่า ผมเป็นไทยพวน ชนชาติหนึ่ง ที่หลายคน อาจจะไม่รู้จัก ผมเติบโต ในหลายจังหวัด ก่อนที่จะกลับมาเรียนหนังสือ ที่ จ. นครนายก เมื่อ อายุก็ประมาณ 15 ปี ประมาณ ปี พ.ศ. 2528 หลังจากนั้นไม่นาน ก็ต้องจากไปเรียนหนังสือต่อที่ สระบุรี และ กรุงเทพมหานคร และ ทำงาน อยู่ที่ นั้น ก็เกือบจะ 10 ปี ก่อนที่จะ ย้ายออกจากกรุงเทพมหานคร กลับมาอยู่ ที่นครนายก แผ่นดินของบรรพบุรุษ ของผมตั้งแต่อดีต แถวบ้านคลองเสือโตน และ บ้านคลองสีเสียด ต. หินตั้ง อ. เมือง นครนายก เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2543 โดยทำธุรกิจทางด้าน คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต ที่คุณได้เห็น หรือ ได้ใช้งาน อยู่ในขณะนี้ ผมเคยเดินทางไปทั่วประเทศ ตลอดจน ลาว พม่า เวียดนาม ได้ใช้ชีวิต ในหลายรูปแบบ หลายวัฒนธรรม ทำให้ผมรู้สึกยินดี ที่ได้พานพบกับ วัฒนธรรม ที่ดีงาม วิถีชีวิต ที่สอดคล้องกับ ธรรมชาติ ขนบธรรมเนียม ประเพณี มันเป็นที่น่ายินดี เมื่อคนต่างถิ่นได้รู้สึกประทับใจ ใน ขนบธรรมเนียมประเพณี ของแต่ละ ท้องถิ่น

แต่มาวันนี้ วัฒนธรรม ต่างๆ ได้หายไป ผมเคยกลับไปเยือน ดินแดนที่ผมเคยไป ประเพณี และ วัฒนธรรม ในหลายจังหวัด ได้เปลี่ยนแปลงไป ตามวิถีของโลก รวมถึง ที่นี่ นครนายก เมื่อครั้ง ที่ผมยังเยาว์วัย ทุกอย่างหายไป จนทำให้ผมเกือบลืมไปว่า ผมคือใคร บรรพบุรุษ ของผมคือใคร

เพื่อที่จะเก็บเรื่องราว บรรพบุรุษของผม ไว้ให้ลูกหลาน ได้รับรู้ เก็บรวบรวม เรื่องราว ต่างๆ ของ ชนชาติ บรรพบุรุษ ของผม ไทยพวน ไว้เป็น ส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ โดยผมขอใช้สถานที่แห่งนี้ เก็บรวมรวบเรื่องราว ของชาวไทยพวน ไว้ หากใครมีเรื่องราว ต่างๆ ของชาวไทยพวน ร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ ไปพร้อมกับเรา ทาง เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยท่านสามารถ ติดต่อเราได้ที่เว็ปไซท์ แห่งนี้  

 รู้จักกับ ไทยพวน

 พวนคือใคร ? ใครคือพวน ? ในความรับรู้ของคนไทยทั่วๆไป เมื่อพูดถึงชาวพวน เรามักนึกถึงคำว่า  ลาวพวน ซึ่งหมายถึง   คนไทยเชื้อสายลาวกลุ่มหนึ่ง ที่ตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ในภาคกลางและภาคอีสาน โดยเฉพาะลาวบ้านหมี่ นึกถึงส้มฟัก ปลาร้าปลาช่อน ปลาจ่อม  ซึ่งเป็นอาหารของคนลาวในภาคกลางที่มีชื่อ
เสียง คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้จำแนกความแตกต่างระหว่างลาวเวียง ลาวยวน ลาวคั่ง ลาวกา ลาวแง้วและลาวพวน  เรามักเรียกคนที่พูดภาษาลาวซึ่งต่างจากภาษาไทย ว่า ลาว หมดทุกกลุ่ม

ชาวพวนได้ประกาศตัวว่า  เขาไม่ใช่ลาวที่สืบทอดมาจากอาณาจักรล้านช้างที่มีลาวหลวงพระบางและลาวเวียงจันทน์เป็นเจ้าของวัฒนธรรม แต่เขาเป็นคนพวนที่เรียกตัวเองว่าไทพวน เป็นคนไทกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่แขวงเชียงขวางตอนเหนือของประเทศลาว  ซึ่งติดต่อกับแขวงหัวพันและดินแดน สิบสองจุไทเดิมในประเทศเวียดนาม เมืองเดิมของพวนปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์เจ็ดเจือง ซึ่งมีกษัตริย์สืบทอดติดต่อกันมาโดยตลอด แต่เนื่องจากพื้นที่เชียงขวาง เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นเมืองหน้าด่านในการเข้าไปยังหลวงพระบาง เวียงจันทน์และญวน  เชียงขวางจึงต้องรับศึกอยู่ตลอดเวลาอันเป็นเหตุให้คนพวนบางกลุ่ม
ต้องอพยพโยกย้ายมาอยู่ในเวียงจันทน์ และเมืองอื่นๆแต่การโยกย้ายครั้งสำคัญที่ทำให้เมืองพวนร้างผู้คนจนสูญสิ้นอาณาจักรคือการถูกกวาดต้อน เทครัว โดยรัฐสยาม ตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นต้นมา

ความเป็นมา
              พวน ชาวพวน หรือไทยพวน เป็นกลุ่มชนที่มีอยู่กระจัดกระจายหลายจังหวัดในประเทศไทย ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวพวนอยู่ที่เมืองพวน ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชาวพวนได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยหลายครั้งด้วยกัน คือ สมัยกรุงธนบุรีตอนปลาย สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งที่ไทยยกทัพไปปราบฮ่อ ซึ่งชาวพวนที่อพยพมาแต่ละครั้งจะกระจายไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เช่น สุพรรณบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ลพบุรี ราชบุรี สุโขทัย ฉะเชิงเทรา เป็นต้น

 


วิถีชีวิตและภาษา
              ชาวพวนมีนิสัยรักความสงบ ใจคอเยือกเย็น มีความโอบอ้อมอารี ยึดมั่นในศาสนา รักอิสระ มีความขยันขันแข็งในการการประกอบอาชีพ เมื่อว่างจากการทำไร่ทำนาก็จะทำงานหัตถกรรม คือ ผู้ชายจะสานกระบุง ตะกร้า เครื่องมือหาปลา ส่วนผู้หญิงจะทอผ้า ซึ่งรู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบันคือ ผ้ามัดหมี่ลพบุรี
              อาหารของชาวไทยพวนที่มีประจำทุกครัวเรือนคือ ปลาร้า เมื่อมีงานบุญมักนิยมทำขนมจีน และข้าวหลาม ส่วนอาหารอื่น ๆ จะเป็นอาหารง่าย ๆ ที่ประกอบจากพืชผัก ปลา ที่มีในท้องถิ่น เช่น ปลาส้ม ปลาส้มฟัก เป็นต้น ในด้านความเชื่อนั้น ชาวพวนมีความเชื่อเรื่องผี จะมีศาลประจำหมู่บ้านเรียกว่า ศาลตาปู่ หรือศาลเจ้าปู่บ้าน รวมทั้งการละเล่นในเทศกาลก็จะมีการเล่นผีนางด้ง ผีนางกวัก ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวพวนคือ ประเพณีใส่กระจาด ประเพณีกำฟ้า ซึ่งเป็นประเพณีที่แสดงถึงการสักการะฟ้า เพื่อให้ผีฟ้า หรือเทวดาพอใจ เพื่อไม่ให้เกิดภัยพิบัติ
              วัฒนธรรมด้านภาษา ชาวพวนจะมีภาษาเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน แต่ปัจจุบันภาษาเขียนจะไม่มีคนเขียนได้ ยังคงเหลือเพียงภาษาพูด ซึ่งมีสำเนียงคล้ายเสียงภาษาถิ่นเหนือ อักษร "ร " ในภาษาไทยกลาง จะเป็น "ฮ" ในภาษาพวน เช่น รัก - ฮัก หัวใจ - หัวเจอ ใคร - เผอ ไปไหน - ไปกะเลอ

คนพวนที่อพยพเข้ามาอยู่ในเขตภาคกลาง ไม่ว่าจะเข้ามาในฐานะเชลยศึกหรือเข้ามาด้วยความสมัครใจ   ต่างก็ตั้งหลักแหล่งอยู่ตามจังหวัดต่างๆ  กลุ่มที่ถูก กวาดต้อนมาในฐานะเชลยศึกมักจะถูกส่งไปไว้ตามหัวเมืองชั้นในเพื่อชดเชยแทนคนไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปหลังเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.2310      พวนกลุ่มนี้
ได้แก่ ชาวพวนอยู่ที่ ลพบุรี        ( อำเภอบ้านหมี่ อำเภอเมือง อำเภอโคกสำโรง)
                              สระบุรี       ( อำเภอหนองโดน อำเภอดอนพุด อำเภอวิหารแดง)
                             นครนายก   ( อำเภอปากพลี อำเภอบ้านนา)
                             ฉะเชิงเทรา ( อำเภอพนมสารคาม)
                             ปราจีนบุรี  (อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมโหสถ อำเภอบ้านสร้าง อำเภอกบินทร์บุรี )
                              สิงห์บุรี      (อำเภอพรหมบุรี)
                             สุพรรณบุรี (อำเภอบางปลาม้า อำเภออู่ทอง)
                             ชลบุรี          (อำเภอพนัสนิคม)
              ส่วนพวกที่อพยพเข้ามาด้วยความสมัครใจมักจะอพยพเข้าไปรวมอยู่กับพวนกลุ่มเดิม หรือขยายถิ่นที่อยู่ใหม่  ดังจะพบว่าในปัจจุบัน มีชุมชนชาวพวนขยาย
ไปอยู่ที่             เพชรบุรี ( อำเภอเขาย้อย อำเภอท่ายาง )
                             พิจิตร        (อำเภอทับคล้อ อำเภอบางมูลนาค อำเภอตะพานหิน )
                             สุโขทัย        ( อำเภอศรีสัชนาลัย )
                      นครสวรรค์ ( อำเภอช่องแค อำเภอชุมแสง อำเภอไพศาลี อำเภอตากฟ้า) 
                      อุทัยธานี      (อำเภอทัพทัน)
                      กาญจนบุรี  (บางหมู่บ้านในอำเภอพนมทวน)
                      เพชรบูรณ์  (บ้านดงขุย อำเภอชนแดน อำเภอหนองไผ่ , ตำบลสระกรวด อำเภอศรีเทพ)
                             อุตรดิตถ์     ( ตำบลงิ้วงาม อำเภอเมือง)

นอกจากนั้นก็ยังมีชาวพวนอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ 
แพร่ (ต.ทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง)    
น่าน ( บ้านหลับมืนพวน อำเภอเวียงสา บ้านฝายมูล  อำเภอท่าวังผา)
พะเยา (บ้านห้วยกั้น อำเภอจุน)     
เชียงราย ( บ้านป่าก๋อย อำเภอแม่สาย บ้านศรีดอนมูล บ้านป่าสักน้อย อำเภอเชียงแสน ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง)  
และในภาคอีสาน ได้แก่ 
อุดรธานี (อำเภอบ้านผือ)     
หนองคาย (อำเภอเมือง) และ   อุบลราชธานี ( อำเภอเมือง)   

  ในบ้านเดิมคือประเทศลาวมีคนพวนเหลืออยู่ไม่มาก แต่ในเมืองไทย คนพวน เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมเป็นของตนเอง แม้ภาษา ความเชื่อ และ ประเพณีพิธีกรรมบางอย่าง  จะคล้ายคลึงกับคนไทย อีสานหรือลาวอีสานแต่ก็ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ด้านภาษาคำที่ใช้สระใอ คนพวนออกเสียงเป็นสระ เออ เช่น ให้ เป็น เห้อ หัวใจ เป็น หัวเจอ เจ้าแม่นไผ(คุณเป็นใคร )เป็นเจ๊าแม่นเผอ ด้านประเพณี คนพวนมีพิธีกำฟ้าซึ่งทำในเดือน 3 ชาวพวนจะนำข้าวเปลือกไปสวดขวัญข้าวที่วัดแล้วนำกลับมาใส่ในยุ้งข้าว เพื่อสิริมงคล ในวันสงกรานต์ ชาวพวนมีพิธีอาบน้ำก่อนกาเพื่อชำระมลทินและเสริมสิริมงคลแต่รุ่งเช้า มีพิธีสูดเสื้อสูดผ้าซึ่งเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาที่วัด

 

 โดยภาพรวมคนไทยจะมองว่าคนพวนเป็นชาวพุทธที่เคร่งศาสนามีความรู้ เคารพผู้อาวุโส รักครอบครัว รักสงบ สามีชาวพวนมักให้เกียรติภรรยาหมู่บ้าน พวนมักไม่มีคดีร้ายรุนแรง คนพวนเป็นคนมีวัฒนธรรมมิใช่คนป่าเถื่อน สิ่งที่หล่อหลอมคนพวนให้มีบุคลิกภาพดังกล่าวนี่แหละคือภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาวพวน ที่ถ่ายทอดมาทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ เช่น  คำสอน  นิทาน  วรรณคดี  ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม ศิลปกรรมต่างๆ ภูมิปัญญาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ลูกหลานคนพวน ควรค้นคว้าหาให้พบแล้วยึดให้มั่น

บ้านเรือนของชาวพวนเป็นเรือนสูง ใต้ถุนเรือนใช้ทำประโยชน์หลายอย่าง เช่น ทำคอก วัวควาย เล้าเป็ดไก่ ตั้งเครื่องสำหรับผูกหูกทอผ้า หลังคาทรงมะนิลาหันหน้าไปทางทิศ ตะวันตก ไม้เครื่องบนผูกมัดด้วยหวาย และหลังคามุงด้วยหญ้าคา ถ้าเป็นบ้านผู้มีฐานะดี    จะมุงด้วยกระเบื้องไม้เรียกว่า ไม้แป้นเก็ดหรือกระเบื้องดินเผา พื้นและ ฝาเรือนปูด้วยกระดาน ไม้ไผ่สีสุกสับแผ่ออกเป็นแผ่นๆ เรียกว่า ฟาก  ฤกษ์ในการปลูก คือเวลาเช้า    การปลูกเรือนจะเสร็จในวัน เดียวประมาณ   5-6 โมงเย็น ต่อจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของ ฝ่ายหญิง บางพวกทำ เล้าไก่ ทำเตาไฟ การขึ้นบ้านใหม่เจ้าของบ้านต้องหาบสิ่งของขึ้นไป ได้แก่ ไซหัว หมู แห ไม้ค้อน สิ่ว และหอก หญิงชาวพวนสูงวัย ในตำบลหาดเสี้ยว นิยมนุ่งซิ่นดำคาดแถบแดง   ต่อจากนั้นจะมีคนถือเสื่อ ที่นอน หมอน มุ้ง ถาดข้าวต้มขนมหวาน สำหรับทำขวัญเรือน เมื่อญาติพี่น้องมาพร้อมหน้า ก็เริ่มทำพิธี สู่ขวัญเรือน ตามประเพณี การนอนเรือนใหม่จะต้องมีคนนอนให้ครบทุกห้องเป็นเวลา   3  คืน คืนที่สี่ เจ้าบ้านจะต้องจัดทำ ข้าวต้มขนมหวานเลี้ยงดูญาติพี่น้อง ที่มานอนเป็นเพื่อนเมื่อเจ้าบ้านจัดบ้านเสร็จคนที่จะเข้าออก ห้องนอนได้ต้องเป็นคนในครอบครัว เท่านั้น 
  
phuan2.gif (25644 bytes)การแต่งงานของชาวพวน ผู้ชายต้องหาเฒ่าแก่ไปสู่ขอหญิง เฒ่าแก่ต้องไปเป็นคู่และ เป็นคนประพฤติดี มีครอบครัวแล้วอยู่กันอย่างราบรื่นไม่เป็นหม้าย เมื่อ สู่ขอแล้ว ฝ่ายชาย ตกลงวันแต่งงาน ต้องนำหมากไปด้วย วันแต่งงาน ชาวพวน เรียกว่า วันก่าวสาว ชายต้องจัด ขันหมาก 1 ขัน ซึ่งเรียกว่า พานตีนสูงหรือขันโตกของ ที่ใส่พานได้แก่ หมาก เต้าปูน พลู ูและมีดน้อย (มีดฮั่วมโฮง) เมื่อแต่งงานเสร็จฝ่าย สะใภ้ต้องเชิญญาติร่วมรับประทานอาหาร ในเวลาเย็นของวันแต่งงานและตอน เช้าของวันรุ่งขึ้น
 
     นอกจากนั้นยังมีประเพณีกำเกียง คือ ประเพณีที่มีการส่งผีย่าผีเกียงสอนลูกหลานไม่ให้ ้เป็น คนเห็นแก่กิน ประเพณีกำเมื่อมีคนตาย คือไม่ให้มีการทำงานหนักในบ้าน ประเพณีห่อ ข้าวดำดิน เพื่อส่งข้าวเปรต คือผีปู่ย่าตายาย พ่อแม่ญาติ พี่น้องที่ตายไป ประเพณีทาน ข้าวสะจะ เป็นการทำบุญที่จัดขึ้น ในเดือน 10 ของ แรม 15 ค่ำ ซึ่งประเพณีทำบ้องไฟจุดเป็น      พุทธบูชาและประเพณีสงกรานต์ เรียกว่า สังขานต์  มี  3 วัน คือ วันสังขานต์ล่อง วันเนาและ วันเถลิงศก   


  การแต่งกายของชาวพวน ชายนุ่งกางเกง และผ้านุ่งจูงกระเบน ผ้าขาวม้าพาดบ่าหรือ คาดเอว ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ผ้าขาวม้ารัดนม เรียกว่า แห้งตู้ ทั้งชายหญิงไม่สวมเสื้อ แต่เวลาไป ไร่นา ต้องสวมเสื้อสีดำ หรือสีคราม หญิงสวมเสื้อรัดตัวแขนยาวถึง ข้อมือ กระดุมเสื้อใช้เงิน กลม ติดเรียงลงมาตั้งแต่คอถึงเอว ชายหญิงเมื่อโกนผมไฟ แล้วหญิงจะไว้ผมจุก พออายุ 14-16 ปีจะไว้ผมยาว เมื่อถึงอายุ 18-19 ต้องไว้ผม ทรงโค้งผมคือหยิบเอาผมที่ปล่อยลงไปมาทำเป็นรูปโค้ง พออายุ 20 ปีขึ้นไปจะต้องนำผมมาขมวดเป็นกระจุกไว้ที่ กลางศีรษะ เรียกว่า เกล้าผมจุกกระเทียมและต้องปักหนามแน่น เมื่อแต่งงานแล้วจะเลิกปัก ส่วนชายจะโกนผมจนโตเป็นหนุ่ม จึงไว้ ผมยาว

 

 

 

 

 

ลักษณะความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม



ร่วมด้วยช่วยกัน

เพื่อที่จะเก็บเรื่องราว บรรพบุรุษของชาวไทยพวน ไว้ให้ลูกหลาน ได้รับรู้ เก็บรวบรวม เรื่องราว ต่างๆ ของ ชนชาติ บรรพบุรุษ ไทยพวน ไว้เป็น ส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ โดยผมขอใช้สถานที่แห่งนี้ เก็บรวมรวบเรื่องราว ของชาวไทยพวน ไว้ หากใครมีเรื่องราว ต่างๆ ของชาวไทยพวน ร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ ไปพร้อมกับเรา ทาง เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยทางสามารถ ติดต่อเราได้ที่เว็ปไซท์ แห่งนี้   http://www.nayokcity.com/board/contactus.php


รวบรวม โดย นาวี ผาจันทร์  
Host Master & CEO
NAYOKCITY.COM


ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก
http://www.sci.riubon.ac.th/chem/lao_thaipuan.html
http://lib/ary.rits.ac.th/il/lop/trad/trad1.html
http://ora.kku.ac.th/Journal/journal1_44/
http://www.sac.or.th/database/ethnic/phuan.html
http://www.ksafe.com/profiles/p_code4/2060.html

 

 

รายละเอียด เพิ่มเติม :   www.nayokcity.com

[ กลับสู่ | สารบัญ บทความ ] สำหรับพิมพ์ แนะนำเพื่อน

Recent Section Articles
อ่านสาระดีๆ ที่เก็บรวบรวม มาใ ห้อ่านกันถึงที่นี่
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·
 ·

     Hosted By : EZYNOW WEB HOSTING   Since 21 March 2003